A PART OF MY LIFE

A PART OF MY LIFE
เป็นเวปในฝัน ที่ทำเพื่อ "บูชาครูการละคร" ทั้งหลายที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาศิลปการละครให้แก่ข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าได้นำความรู้เหล่านั้นมาหากินเลี้ยงชีพมาตราบจนทุกวันนี้ เช่น ครูใหญ่ อ.สดใส พันธุมโกมล,ครูช่าง อ.ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง,ครูแอ๋ว อ.อรชุมา ยุทธวงศ์,ครูอุ๋ย อ.พรรัตน์ ดำรุง,พี่อี๊ด สุประวัติ ปัทมสูต,อารอง เค้ามูลคดี,อาโต รัชฟิล์ม และอีกหลายๆท่าน โดยนำคำสอนของบรรดาครูทั้งหลาย และเหล่าพี่น้องภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่รัก "ละครเวที" ครับ

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

การเขียนบทแบบง่ายๆ ตอนที่ ๒

การเขียนบทแบบง่ายๆ ตอนที่ ๒
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลายท่านคงรู้สึกอึดอัดใจ และก่นด่าผมว่า มาทำให้เครียดและทำให้อยากรู้อีก
ขณะที่เขียน ผมก็พิมพ์ไป จามไป รู้สึกเหมือนถูกก่นด่าตลอดเวลา
เรามาเล่าเรื่องราวกันต่อดีกว่าครับ
คราวที่แล้วเราพูดกันถึงเรื่องที่ว่า ทำไมเราถึงกลัวที่จะเล่า “เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้”

แต่เราก็ยังก็รู้สึกผิด และอยากจะเล่าให้ “ใครสักคน” ฟัง
แต่ “ใครสักคน” ในที่นี้ หมายถึง คนที่เราอยากเล่าให้ฟังที่สุด
“เพียงคนเดียว"
ครูบอกว่า ถ้ามันเล่าเรื่องได้ง่ายๆ ป่านนี้เราคงเดินเข้าไปหาคนๆนั้นแล้วก็บอกว่า

เฮ้ยกูมีเรื่องที่ทำเลวกับมึงไว้ คือเรื่องนี้นะ
พอเล่าจบแล้วเพื่อนหัวเราะแล้วกอดคอพาเราไปเลี้ยงเหล้า มันก็ดีสิ
แต่ในชีวิตจริง คนเรามีความกลัว กลัวไปต่างๆนานา แต่กลัวคนที่จะรู้เรื่องเลวๆของเรา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้มันเหมือนตราบาปที่ติดตามตัวเรา เราจะรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่นึกถึง
เมื่อมันทำให้ไม่สบายใจ เราก็ต้องหาทางออก เราก็จึงต้องหาทางเล่า ต้องหาทางระบาย
เลยมีการเขียนเป็นเรื่องราวขึ้นมา
โดยเรื่องราวนั้นมีการเล่าเรื่องที่ “เป็นความจริงที่ไม่ต้องสร้างเสริมเติมแต่งขึ้นมา”
เพราะเป็นเหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้นกับเรามาแล้ว ตัวละครก็ไม่ต้องสร้าง เพราะตัวละครนั้น ก็มีอยู่จริงในชีวิตเรา
ตัวละครทุกตัวจะมี เหตุ และ ผล การกระทำนั้นจริงๆ
เพราะฉะนั้นการเขียน “เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้” เป็นบทละครนั้น เป็นการเขียนบทละครที่ง่ายที่สุด
จะเรียกว่า เขียน ก็ไม่เชิง อาจเรียกได้ว่า เล่าเรื่องที่ผ่านมาแล้ว
เพราะเราจะจำภาพเหตุการณ์ต่างเกิดขึ้นได้เป็นฉากๆ เราจะจำ DIALOGUE ทุกคำของตัวละครทุกตัว
เราจะรู้ถึงเหตุและผลของคำพูดและการกระทำนั้นๆ ของแต่ละตัวละคร
แต่จะเล่าโดยวิธีไหน เล่าอย่างไรนั้น อยู่ที่วิธีของผู้เขียนที่จะนำเสนอ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเล่าเรื่องนี้คือ เราต้องคิดก่อนว่า เรื่องที่เราจะเล่านั้น

“ใครเป็นคนที่รับฟังไม่ได้ที่สุด” เพราะอะไร
แต่เราต้องหาทางเล่าให้คนๆนั้นฟังให้ได้ และทำไมเราถึงต้องเลือกที่จะเล่าให้เขาฟังเพียง “คนเดียว”
และคิดว่า เมื่อเขาได้รับรู้และรับฟังเรื่องราวนี้แล้ว เขาจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนั้นๆ
และคิดว่า เขารู้สึกกับเราอย่างไร
ในการเขียนบทละคร เราต้องยึดหลักของ “แก่นของเรื่อง” หรือ THEME

เมื่อเรามาทบทวนถึงเรื่องเลวๆของเราที่ต้องเล่าแล้ว
ก็มาดูว่า เรื่องของเรา มันจะเข้า THEME ว่าอย่างไร
วิธีคิด THEME ของครูก็ง่ายๆ คือมีสองคำ แค่คำว่า “อย่า” กับ “จง”

และถ้าเราจำพวกสุภาษิตคำพังเพยได้ ก็เอาไปเปรียบเทียบกันก็ได้
หลายท่านอาจนึกในใจว่า อ๋อ....ใช่สิ ที่แกว่ามันง่ายเพราะแกเรียนมานี่

ส่วนชั้นเพิ่งเรียนและยังไม่เข้าใจ ถึงต้องมาอ่านบทความแกอยู่นี่ไง
อ้าว....อย่างน้อยสำนวนสุภาษิต หรือคำพังเพยของไทยนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักบ้าง ไม่มากก็น้อย
แล้ว THEME ของเรื่องที่เราอยากเล่า มาจากไหน
ก็มาจากเหตุผลที่ว่า เราอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังที่สุด เพราะอะไร
เหตุผลที่แท้จริงที่เราอยากเล่าให้ฟังนั่นแหละ คือ THEME
และเราก็จะมี "ความจริงใจ" กับ THEME นั้นๆ
และ THEME ที่ว่านั้น เป็นสิ่งที่เราอยากบอกคนๆนั้น ว่า “อย่า” กับ “จง” อะไร
เพราะเราสามารถเปรียบเทียบคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ว่า
จงดำรงตนเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น และตนเอง
ละครที่เราดู ส่วนมากจะผู้เขียน จะบอกอะไรแก่ผู้ชมเสมอ ไม่ได้บอกตัวกับตัวผู้เขียนเอง
เมื่อผู้ชมได้ดู หรือได้รับรู้ NEED TO EXPRESS ของผู้เขียนแล้ว
ผู้ชมก็จะสามารถสัมผัส หรือ รับรู้ THEME ที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารได้โดยปริยาย
แต่ครูอยากให้คิดวิธีการนำเสนออย่างไม่มีข้อจำกัด
หมายถึง การสารภาพ หรือการเล่าเรื่อง หรือการนำเสนอนั้น ไม่จำเป็นต้องนำเสนอในรูปแบบของละครเสมอไป
ในแง่ของศิลปะ อะไรที่ศิลปินต้องการสื่อสาร หรือต้องการบอกบางอย่างแก่ผู้ชม
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ถือเป็นงานศิลปะทั้งสิ้น
เราอาจเล่าเรื่องเลวๆของเรา ด้วยการเขียนบทกวี ด้วยการแต่งเพลง

ด้วยการเต้น TEMPOLARY DANCE ด้วยการวาดรูป ด้วยการแกะสลัก หรือด้วยวิธีการใดๆก็ได้
ขอให้ยึดมั่นใน “เรื่องเลวๆที่สุดของเรา” ที่อยากจะเล่า ที่จะเล่าให้ใครที่ฟังไม่ได้ที่สุดฟังแค่คนเดียว

โดยคิดว่า ทำไมถึงต้องตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง แล้วเมื่อเขาฟังแล้ว จะรู้สึกอย่างไร
อย่างน้อยเป็นการกล่าวคำว่า ขอโทษ หรือเสียใจ ผ่านกระบวนการนำเสนอนั้นๆ
ง่ายไหมครับ

หากยังไม่เข้าใจถ่องแท้
สามารถอ่านบทความเรื่อง
PERSONAL TOUCH ประกอบได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ตอบคำถามเรื่อง MACBETH

ตามที่ผู้อ่านคุณจุฑาทิพย์ จ่าบาล ได้มี E MAIL มาถามผม
ผมก็ไม่อยากตอบคนเดียว เลยให้ครู พี่ๆ น้องๆ ช่วยกันวิเคราะห์
และช่วยกันตอบ เพราะอยากดูหลายมุมมอง
คำถามมีดังนี้ครับ


จากการที่ดิฉันได้อ่านเว็บไซต์ของคุณชาญวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร ดิฉันชอบมากเพราะดิฉันได้เลือกเรียนปริญญาตรี เอกการละครเวที ดิฉันได้อ่านและเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการละครของคุณชาญวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร ที่ได้เขียนไว้ และนำไปเปรียบเทียบ เป็นตัวอย่างพอที่จะสามารถตอบคำถามของครูที่สอนเมื่อยิงคำถามมาได้ ดิฉันขอรบกวนถามคำถามคุณชาญวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร ในการเรียนเกีี่ยวกับการวิเคราะห์บทละคร เรื่องแมคเบธนะค่ะ เมื่อดิฉันอ่านบทละครเรื่องแมคเบธจบคำถามที่ฉุดคิดขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรก เลยคือ ทำไม?เลดี้แมคเบธ ถึงใจกล้าเหมือนผู้ชายยุให้แมคเบธฆ่าดันแคน โดยที่ตัวแมคเบธเป็นผู้ชายแท้ๆยังไม่มีจิตใจลังเลที่จะฆ่าคิง เป็นอิทธิพลของเชคสเปียร์ หรือเปล่าที่สร้างตัวละครแบบนี้ หรืออย่างไร? ถ้าคุณไม่รังเกียจ และพอจะตอบคำถามให้ดิฉันได้ เป็นการคลายความสงสัย จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ.

น้องวิตตี้ รุ่นน้องอักษร ได้กรุณาตอบมาเป็นคนแรกครับ
หวังว่าคำตอบที่พวกเราช่วยตอบ จะมีประโยชน์กับผู้อ่าน ไม่มากก็น้อย
และขอขอบคุณน้องๆที่ช่วยกันตอบ ช่วยกันจรรโลงการละครไทยครับ
มาอ่านคำตอบของน้องวิ๊ตตี้กันนะครับ


โอ้โหถามยากจัง ถ้าจำไม่ผิดได้เรียนเชคสเปียร์กับอ.พจีมั้งคะ นานมากกกแล้ว จะพยายามตอบเท่าที่จำได้นะคะ ครูใหญ่ชอบยกตัวอย่างเลดี้แมคเบธบ่อยมาก เพราะเลดี้แมคเบธเป็นตัวละครหญิงที่โดดเด่น แข็งแกร่ง ลืมไม่ลงของเชคสเปียร์ อย่างแรกเลยนะคะ บทละครจองเชคสเปียร์พิเศษ เพราะมีตัวละครที่เป็นอมตะ ความเป็นอมตะในที่นี้หมายถึงตัวละครของเชคสเปียร์เป็นตัวแทนของมนุษย์จริงๆ ที่คนทุกยุคทุกสมัยเข้าใจได้ ตัวละครของเชคสเปียร์มีลักษณะที่เรียกว่า "Tragic Hero" คือคนที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็มีข้อเสียร้ายแรงที่นำไปสู่จุดจบแบบโศกนาฏกรรม อย่างแมคเบท ยิ่งใหญ่ เก่ง แต่ไม่มั่นใจในตัวเอง อ่อนแอ จนทำให้ตัวเองมีจุดจบอย่างที่เป็น ในส่วนของเลดี้แมคเบธก็เหมือนกัน สง่างาม แข็งแกร่ง ดูเผินๆ เหมือนเป็นคนโหดเหี้ยม ใจกล้ายิ่งกว่าผู้ชาย อย่างที่น้องบอก แต่การเรียนละครสอนพี่มาว่า สิ่งแรกที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเราต้องดูที่แรงผลักดันของตัวละคร "Motivation" อันนี้สำคัญมาก เพราะมันจะเป็นตัวอธิบายเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมตัวละครถึงเป็นเช่นนั้น บทละครที่ดี ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ใช่เพราะ "คนเขียนนึกอยาก" แต่มีความจริงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของตัวละคร อย่างเลดี้แมคเบท เธอเป็นคนมีความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง เธอรักสามีและคิดว่าการที่เขาจะได้ขึ้นเป็น "คิง" จะเป็นผลดีกับทั้งคู่ แต่เธอก็รู้ว่าสามีเธอมีจุดอ่อน เขาต้องไม่ทำแน่ เธอต้องกดดันให้เขาทำในสิ่งที่เธอเชื่อว่าจะเป็นผลดีกับทั้งคู่ ความที่เป็นคนฉลาด และรู้จุดอ่อนของสามี จึงนำตรงนั้นมาใช้ ด้วยการพูดจี้จุดเรื่องความเป็นชาย จนในที่สุดแมคเบธยอมทำ แต่...เลดี้แมคเบธไม่ได้มีแต่ความโหดร้ายด้านเดียว เธอรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปจะทำให้เธอรู้สึกผิด มีหลายครั้งที่เชคเปียร์บอกเป็นนัยไว้ เช่นที่เธอบอกว่าเธอลงมือฆ่าเองไม่ได้ เพราะตอนคิงดันแคน (ใช่มั้ยนะ) หลับหน้าเหมือนพ่อของเธอเอง เธอพยายามทำใจแข็ง เอาชนะความรู้สึกผิด แต่สุดท้ายก็พ่ายความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจ จนนำไปสู่ฉากล้างมือสยอง และการฆ่าตัวตายเพื่อหนีความรู้สึกผิดในตอบจบ พี่ๆ น้องๆ คนอื่นๆ ว่ายังไงคะ นี่เป็นความรู้เก่าเมื่อ... นานมาแล้ว หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างนะคะ ยังไงต้องค้นคว้าเพิ่มเติมนะคะ
ผู้ตอบ Wittayanipa
ชื่อตามกฎหมาย วิทยานิพา ปาละนันทน์ ค่ะ
แต่อยากให้เครดิตคุณครูอักษรฯ ทุกท่านมากกว่า เพราะถ้าไม่ใช่เพราะครูทุกท่าน ความรู้ก็คงไม่ฝังหัว ฝังใจขนาดนี้
น้อง Chawalak Wiangwises มีความเห็นว่า
"โดยทางจิตวิทยาแล้วผู้หญิงที่มักใหญ่ใฝ่สูงจะต้องมี drive ที่แรงกว่าปกติหลายเท่า
จึงไม่แปลกใจเลยเลยที่ Lady Macbeth จะยุให้ Macbeth ฆ่า
ในทางด้านวัฒนธรรม หลายๆสังคมมักจะคิดว่าผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่ดี
เช่นสังคมตะวันตก อาดัมถูกขับจากสวรรค์เพราะอีฟ (ดัน) ไปกินแอ๊ปเปิ้ล
สังคมจีน มีลูกผู้หญิงเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน
สังคมไทย สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร"

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

การเขียนบทแบบง่ายๆ ตอนที่ ๑

การเขียนบทแบบง่ายๆ ตอนที่ ๑
จากการที่ผมได้ติดตามครูช่างไปสอน และได้ดูครูสอนนักศึกษาแล้ว
มีวิชาหนึ่งซึ่งครูบอกว่า ครูได้ประมวลความรู้ด้านละคร แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้าใจง่ายๆ
ครูเรียกว่า ทฤษฎีการเขียนบทแนวใหม่ ครูบอกว่างั้น
ครูบอกว่า ครูได้ไปพูดให้ฝรั่งฟังที่เมืองนอก ฝรั่งยังอึ้งกิมกี่ เพราะเป็นแนวคิดใหม่
ผมเลยเห็นว่าดี มีประโยชน์ เลยเอามาเขียนให้ผู้อ่านที่รักละครได้อ่านกัน
อาจมีผิดพลาดไป หรือมีการแต่งเติมบ้าง แต่จะพยายามรักษาความเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด มากเท่าที่สมองอันน้อยนิดของผมจะบันทึกไว้ได้
ครูเริ่มต้นที่ว่า “ไม่มีเรื่องที่เล่าไม่ได้ นอกจากนักแสดงที่เล่าไม่เป็น”
ผู้อ่านหลายท่านคงสงสัยว่า อ้าว....แล้วมันเกี่ยวกับการเขียนบทอย่างไร(วะ) ใจเย็นๆครับ ผมจะค่อยๆเล่าให้ฟัง
ครูถามว่า เรื่องราวที่คนดูชอบที่สุด คือเรื่องแนวไหน
ท่านผู้อ่านลองตอบในใจดูนะครับ แนวรัก แนวบู๊ แนวผจญภัย แนวสืบสวน แนวน้ำเน่า ฯลฯ
ได้คำตอบแล้วใช่ไหมครับ
ครูบอกว่า เรื่องที่คนชอบที่สุดคือ “เรื่องเหี้ยๆของคนอื่น”
ขอโทษที่ใช้คำไม่สุภาพ ครูบอกอย่างนี้จริงๆ
ผมก็ถามว่า มันเป็นยังไง ทำไมคนถึงชอบ และมันเป็นที่นิยม
ครูยกตัวอย่างละครที่มีชื่อเสียง เช่น อิดิปุส ที่คนยกย่องว่าดีนักดีหนา มันเป็นเรื่องเห้ๆ ของลูก ที่จะเอาแม่มาทำเมีย

ครูถามว่า เหตุการณ์นี้ ดีไหม ถูกต้องตามศีลธรรมไหม แต่ทำไมถึงยกย่องว่าเป็นเรื่องดี คนเอามาเล่นกันมากมาย
ละครไทยหลายเรื่อง ก็ไม่พ้นเรื่องตบตีแย่งผัวกัน อย่างนี้คนชอบดู มันจรรโลงศีลธรรมกับต่อมสมองคนดูที่ต่อมไหน เราก็เฝ้าดู เฝ้ารอ ดูว่าเมื่อไหร่พระเอกและนางเอกจะได้สมสู่กันตอนจบเสียที
หรือเรื่องที่ลูกติดยางอมแงมจนตาย เพราะแม่มัวแต่อยู่กับผัวใหม่ จนลืมสนใจลูก
ละครตามช่องส่วนใหญ่ก็น่าละอายใจแทนผู้หญิง วันๆหล่อนไม่ทำอะไร เฝ้าแต่คอยห่วงว่า ผู้ชายที่ตัวเองชอบ จะไปชอบนางเอกหรือเปล่า แว๊ดๆๆๆๆ ไปวันๆ งานการไม่ยอมทำ พอไม่ได้ดังใจก็หาเรื่องตบตีนางเอกทำอย่างกับว่า ทั้งโลกนี้มี........แค่อันเดียวที่ฉันจะใช้ และฉันต้องได้ใช้มันคนเดียว
ครูบอกว่า เรื่องพวกนี้ มันมาจากพื้นฐานหรือแนวคิดของผู้เขียน แนวคิดที่มีเรื่องเลวๆ(ขอใช้คำเบาลงหน่อย) ที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ด้วยตนเอง หรือเป็น หรือกระทำมาแล้ว และมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราว ห่อหุ้มด้วยคำสละสลวย หรือแต่งแต้มสีสันเข้าไป เพื่ออะไร ก็เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกละอายใจ หรือเสียใจ หรืออยากขอโทษกับเหตุการณ์หรือบุคคลที่อยู่ในเรื่องราวนั้นๆ
เพราะครูบอกว่า เรื่องที่ดี คือ “เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้”
เอาล่ะสิครับ ผมเชื่อว่า ผู้อ่านหลายท่าน ต้องมีเรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีกันคนละเรื่องสองเรื่อง บางคนมีเรื่องมากมายที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ ผมว่าคนนั้นมี “เรื่องราว” ที่จะเขียน หรือมีแววว่าจะเป็นผู้เขียนบทละครที่ดีได้ในอนาคต
แล้ว “เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้” นั้น จะนำมาสู่ การเขียนบทละครง่ายๆอย่างไร
ผมเชื่อว่า หลายท่านคงนึกออกเลาๆแล้วใช่ไหมครับ
เรามามองด้านการละคร
เมื่อมีเรื่องราวแล้ว มีนักแสดง(คือตัวเรา) แล้ว ก็ต้องมีคนดู
“เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้” จะใช้ใครแสดง ไม่ต้องไปหาอื่นไกล ก็เอาตัวเรานั่นแหละ

ส่วนคนดูนั้น จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "คนที่เราอยากเล่าให้ฟังที่สุด เพียงคนเดียว"
เพราะอะไรหรือครับ เพราะพอเรามี “เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้”แล้ว
ครูถามว่า จริงๆแล้ว เราอยากเล่าให้ใครฟังไหม
ผมตอบว่า ถ้าผมมี แล้วไม่ได้เล่าให้ใครฟัง มันจะไม่สบายใจ หรือมันอาจกลายเป็นตราบาปที่ไม่ได้รับการสารภาพ มันจะถูกแอบซ่อนอยู่ภายใน เหมือนหนอนที่คอยกัดกร่อนจิตใจทุกครั้งที่เรานึกถึง มันจะอึดอัดใจ
อยากเล่า อยากระบาย แต่ไม่รู้จะพูดหรือเล่าให้ใครฟัง
ครูถามว่าทำไม
ผมตอบว่า กลัวคนที่เราเล่าให้ฟัง แล้วมันจะเอาเรื่องไปบอกคนอื่นต่อ ถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เราคงติดคุก หรือโดนสังคมลงโทษ
ครูถามว่า นอกจากความรู้สึกนั้นแล้ว มีความรู้สึกอย่าอื่นอีกไหม
ผมบอกว่า มีความรู้สึกสำนึกผิด ละอายที่ได้ทำไป อยากย้อนเวลาไปใหม่ อยากขอโทษกับคนที่เรากระทำผิดนั้น หรือไม่อยากทำเหตุการณ์นั้นๆซ้ำอีก
ครูถามว่า ที่เรามี “เรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้” แล้วไม่ได้เล่า เพราะเรา “กลัว” ผลที่จะตามมาใช่ไหม
ผมบอกว่า ใช่ ตอนที่ทำไม่ได้คิด แต่พอทำไปแล้ว มันสำนึกได้
ครูถามว่า แล้วเรา “กลัว” ใครจะรู้เรื่องที่สุด
ผมตอบว่า ก็กลัวคนที่เราไม่อยากให้เค้าเสียใจเมื่อรู้เรื่องนี้ เช่น คนที่เราทำไม่ดีด้วย หรือพ่อแม่ของเราจะรับไม่ได้
ครูบอกว่า พอแค่นี้ก่อน มันหมดหน้ากระดาษแล้ว ให้คนอ่านเค้าอึดอัดใจไปก่อน ให้เค้าอยากรู้มากๆว่า สิ่งที่ครูจะพูดนั้น มันสำคัญกับการเขียนบทละครอย่างง่ายๆอย่างไร

ใครอยากรู้ โปรดติดตามตอนต่อไป
ที่นี่
เร็วๆนี้
แก้ว ชาญวุฒิ
ผู้เล่า
ไม่ใช่ผู้เขียน หรือผู้แต่งเรื่อง


วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

ความสำคัญของ WORK SHOP

WORK SHOP คืออะไร มีความสำคัญแค่ไหนกับการเป็นนักแสดง
WORK SHOP เปรียบเสมือนวิธีการฝึกฝนวิธีการแสดงของนักแสดง เพื่อได้มาซึ่งการแสดงที่เป็นธรรมชาติ สมจริง เป็นการฝึกทั้งด้านร่างกาย และ จิตใจให้พร้อมในทุกบทบาท ฝึกการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกายอย่างมีสมาธิ เช่น ฝึกให้รู้จักเครื่องมือในการแสดงของนักแสดงทุกชิ้น เช่น หัวแม่เท้าข้างซ้าย นิ้วก้อยมือข้างขวา ท่อนแขนด้านขวาท่อนบน เป็นต้น หรือฝึกอารมณ์หรือความรู้สึกที่เคยเป็น (MEMORY RECALL) ต่างๆที่ต้องใช้ในการแสดง เพื่อจะได้เรียกมาใช้ได้อย่างอัตโนมัติ
ที่จริงแล้ว นักแสดงละคร ก็เปรียบเสมือนนักกีฬา คือต้องมีการหมั่นฝึกซ้อม ซ้อมแล้วซ้อมเล่า
ในสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนละครใหม่ๆ ก็เคยเกิดข้อกังขาในใจว่าทำไมครูต้องให้ฝึกทำนั่นทำนี่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วยังบอกว่าตรงนั้นดี ตรงนี้ไม่ดี ให้ทำใหม่
เช่น การฝึกเรื่อง ความไว้วางใจ เราจะจับกลุ่มกัน ๓ คน ให้คนหนึ่งยืนตรงกลาง หันหน้าหาเพื่อนคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องยืนตัวตรง ให้เพื่อนที่อยู่ทั้งสองข้าง ผลักเราให้เอนไปเอนมา โดยที่เราต้องรู้สึกสบายใจ ไม่เกร็ง ไม่มีความกลัวว่าจะเจ็บ เพราะเราต้องเชื่อใจว่า เพื่อนของเราทั้งสองคนจะสามารถดูแลเราไม่ให้เกิดอุบัติเหตุได้
ผมก็ฝึกมาตั้งแต่แรกๆ โดยที่ตอนนั้น ครูไม่ได้บอกว่า เราทำแบบนี้ทำไม เราก็เล่นสิ ผมเป็นคนผลัก ก็เลยแกล้งผลักเพื่อน แรงบ้าง เบาบ้าง แกล้งไม่รับเพื่อน ให้เพื่อนล้มบ้าง พวกเราก็สนุกสนานเฮฮากัน ทำได้ไม่นาน ครูก็ให้เปลี่ยน ให้คนที่ผลัก ๑ คน มายืนแทนเพื่อนที่ถูกผลัก
เอาล่ะสิ ตอนนี้นึกขึ้นได้ว่า เมื่อกี๊เราเพิ่งแกล้งเพื่อนไป ตอนนี้ตาเราบ้างแล้ว ที่สำคัญ เพื่อนเรามันจะเอาคืนไหม ความไม่มั่นใจเริ่มครอบงำตัวผม กลัวไปสารพัด ไม่รู้ว่าเพื่อนจะแกล้งเมื่อไหร่ ในการที่เรายืนตรงกลาง ก็เลยยืนแบบไม่มั่นใจ กลัวเจ็บ ตอนนั้นก็ไม่ได้ขอโทษเพื่อนด้วย แต่ในที่สุด การฝึกก็ผ่านไปด้วยดี เพราะเพื่อนผมพยายามไม่ให้ผมเจ็บ เค้าพยายามบอกว่า ไม่ต้องกลัว เราไม่แกล้งเธอหรอก ไว้ใจเราสิ ผมก็ใจชื้นมาหน่อยนึง ตอนนั้นรู้สึกละอายใจตัวเองมากที่เราแกล้งเพื่อน แต่เพื่อนไม่ได้แกล้งเรา อีกประการหนึ่ง ผมก็มาคิดว่า ในกลุ่ม มีแต่เพื่อนผู้หญิง ตอนที่เราเป็นคนผลัก มันต้องมีการถูกเนื้อต้องตัวกัน แล้วเพื่อนก็ยืนหันหน้ามาหาเรา เอาล่ะสิ เราจะผลักส่วนไหนของเพื่อนดีวะ ถ้าผมเป็นคนฉวยโอกาส แล้วเพื่อนจะว่าไหม สุดท้ายผมก็เลือกที่ผลักได้ คือที่หัวไหล่ ซึ่งเพื่อนก็ไม่ได้ว่าอะไร แสดงว่า เพื่อนผม ได้ให้ความไว้วางใจผมตั้งแต่แรก ในการที่ผมจะถูกเนื้อต้องตัวเพราะมัเป็นการแสดง แบบฝึกหัดนี้ ถ้าเพื่อนผมถือตัว หรือหวงตัว ผมก็คงฝึกไม่ได้
เวลาผ่านไป การฝึกซ้อมก็มีทุกครั้งที่เราเรียนการแสดง จนวันหนึ่ง ครูบอกว่า ที่ต้องมีการ WORK SHOP เรื่องการไว้วางใจกันนั้น เพราะเวลาที่เราเล่นละคร อาจมีบางบท บางตอนที่ต้องใช้ความไว้วางกันอย่างมาก เช่น บทบู๊ ใช้มีด หรือดาบตีรันฟันแทงกัน หากเราไม่ไว้ใจเพื่อน ไม่เชื่อว่าเพื่อนจะทำได้ กลัวว่าเพื่อนจะทำเราบาดเจ็บ เราก็จะไม่สามารถเข้าถึงบทบาทของการแสดงในฉากนั้นๆได้ เพราะเราจะมัวแต่ห่วงตัวเอง กลัวเจ็บ กลัวตาย จนถอนสมาธิออกจากตัวละคร มาเป็นตัวเราบนเวที
เด็กสมัยนี้ จะรู้สึกเบื่อว่า และคิดว่าทำไมกูต้องมานั่งซ้อมในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการแสดงวะ บางคนมาถามว่า “อ.จ.ขา หนูลงวิชาการแสดงนะคะ ไม่ได้ลงวิชาพละศึกษา ทำไมอ.จ.ต้องให้หนูวิ่ง ให้หนูวอร์มร่างกาย ให้หนูทำท่ากายบริหารทุกส่วนตั้งแต่หัวยันเท้า ทำไมอ.จ.ไม่สอนวิธีแสดงที่ถูกต้องให้พวกหนูล่ะคะ เช่น จะแสดงว่ารักยังไง โกรธยังไงเป็นต้น”
ผมก็ได้แต่หัวเราหึๆในลำคอ แต่ผมไม่ตอบ เพราะคิดว่า การที่เราบอกเด็กๆว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้น เพื่ออย่างนี้ แล้ว เด็กจะเกิดการคาดหวัง และมุ่งสมาธิไปที่บั้นปลาย หรือผลที่เด็กจะได้โดยตรง เปรียบเสมือนกับเด็กอยากเขียนคำได้ แต่ไม่ยอมเรียนการเขียนพยัญชนะ เป็นต้น จะทำให้พื้นฐานการแสดง หละหลวม และไม่เข้าใจถึงหัวใจของการแสดงได้ ปล่อยให้กาลเวลาเป็นผู้ตัดสินใจว่า เมื่อไหร่ที่เด็กพวกนั้น จะได้รับรู้ถึงหัวใจของการฝึกการแสดง ถ้าเด็กพวกนั้น ยังฝันที่จะเป็น “นักแสดงที่ดี” ให้ได้ในอนาคต

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

การสมาธิให้ถูกที่

  • สวัสดีครับท่านผูอ่าน
  • ผมได้มีโอกาสไป "ให้ความรู้เพิ่มเติม" มิอาจใช้คำว่า "สอน" ให้แก่นักศึกษาหลายสถาบัน ได้พบได้เห็นปัญหาต่างๆมากมายในด้านการแสดง ซึ่งสามารถแก้ไขได้หากทุกคนมองเห็นคุณค่าของ วิชาการละคร
  • สิ่งแรกที่ผมมักจะถามนักศึกษารายตัวก่อนทำการให้ความรู้เพิ่มเติมคือ ทำไมถึงเลือกเรียนวิชาการละคร หรือเรียนวิชาการแสดง ผมได้ฟังคำตอบของนักศึกษาส่วนใหญ่แล้ว รู้สึกหดหู่กับระบบการศึกษาบ้านเราเต็มที ส่วนใหญ่จะตอบว่า "มันได้คะแนนง่ายดีค่ะ" หรือ "เพื่อนชวนค่ะ" หรือ "หนูไม่รู้จะลงอะไรค่ะ เพราะอย่างอื่นมันยาก" น้อยคนที่จะตอบว่า "รักการแสดงค่ะ" ซึ่งผมก็คิดว่า เออนะ ถ้าพวกเขารู้จักว่าการแสดงคืออะไร พวกเขาคงตอบเหมือนกันว่ารักการแสดง แต่นี่เพราะไม่รู้จัก เลยยังไม่รัก หรือถ้ารู้แล้ว จะมาเรียนให้เมื่อยตุ้มทำไม
  • ระบบการศึกษาของเรา สอนให้เด็กใช้ทุกวิถีทางในการที่จะเสาะแสวงหาเกรดเพื่อให้จบการศึกษา มากกว่าให้เด็กได้มีความรู้อย่างจริงๆจังๆ อ.จ.ส่วนใหญ่ก็สอนในชั่วโมงแบบงั้นๆ อยากรู้ละเอียดต้องไปเรียนพิเศษ จนบางทีก็เป็นข่าวให้เราได้อ่านกัน นักศึกษาพลีกายแลกเกรดบ้าง โกงการสอบบ้าง เพื่อขอแค่จบเท่านั้น
  • การเรียนการสอนการละครในมหาวิทยาลัยนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยต่อเนื่อง เพราะขาดบุคลากรที่จะมาสอนด้านการแสดง พวกเรา(เด็กละคร อักษร) จึงมักถูกรับเชิญไปเป็นอ.จ.พิเศษบ้าง วิทยากรรับเชิญบ้าง หรือบางที่จ้างเป็นอ.จ.ประจำไปเลย เช่น อ.นก และ อ.หน่อง สอนที่ ม.รังสิต เป็นต้น และการสอนก็สอนได้แค่ ผิวเผิน ไม่สามารถลงลึกได้ เพราะติดเรื่องเวลาเรียน และความต่อเนื่องของวิชา ถ้านักศึกษาคนไหนโชคดี มีหัวทางนี้ก็จะเข้าใจได้เร็ว
  • ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในการแสดงของนักแสดงใหม่ๆ คือปัญหาเรื่องการเข้าไม่ถึงบทบาท หรือไม่รู้จะแสดงอย่างไร เพราะพวกเขา สมาธิผิดที่ นักแสดงส่วนใหญ่จะมัวแต่ห่วงบทบาทตัวเองบ้าง กลัวลืมบทบ้าง พูดออกมาโดยไม่มีความหมายข้างในบ้าง
  • การแก้ปัญหาง่ายๆขั้นต้นก็คือ อย่ามัวแต่ห่วงตัวเอง เราต้องศึกษาบทให้รู้ถึง "ความต้องการ" ของตัวละครนั้นๆในแต่ละสถานการณ์ แล้วเอาสมาธิของเรา ไปอยู่ที่ตัวละครอื่น ที่เราต้องมีความสัมพันธ์ด้วยให้มาก พูดอย่างนี้ หลายคนคงงง แล้วมันคืออะไรวะ
  • ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในฉากนี้ ตัวละครที่เราแสดงนั้น ต้องการความรักจากผู้หญิงคนหนึ่ง เราก็ควรจะเอาสมาธิของเรา ไปอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้น ดูและเอาใจใส่ รู้สึกรัก(เพราะอะไร) แล้วแสดงความรู้สึกนั้น "ตลอดเวลา" ไม่ใช่แสดงตอนเฉพาะที่เรามีบทพูด ฟังและชื่นชมในสิ่งที่หล่อนทำ มากกว่าจะมัวห่วงตัวเองว่า เราควรทำท่านั้นท่านี้เพื่อให้หล่อนรัก ถ้าเราเอา "สมาธิ" ของเรา ไปใส่ตัวละครที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยมากเท่าไหร่ เราก็จะลืม "ความเป็นตัวตน" ของเรามากขึ้นเท่านั้น และเราก็จะแสดงไปอย่างธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องถามตัวเองว่า "แล้วกูจะแสดงยังไง(วะ)"
  • แก้ว ชาญวุฒิ

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วัฒนธรรมการดูละคร

วัฒนธรรมการดูละคร
ก่อนอื่น มีอยู่สองสิ่ง สองคำ ที่ต้องพิจารณา คือคำแรก การดูละคร กับอีกคำที่สำคัญทีเดียวคือ วัฒนธรรม ทีนี้พอเอามารวมกันเป็นคำเดียว ความรู้สึกของเราขณะนี้มันดันไป ห้วนอยู่ที่การดูละครเป็นอย่างไร ต้องเข้าแถว เข้าคิวทยอยกันเข้าไปดู ดูละคร ดูจบกลับบ้าน ก็แค่นี้ ทั้งๆที่มันมีอีกตั้งเยอะแยะที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมการดูละคร ดูอย่างเดียว ไม่มีวัฒนธรรม ก็เท่ากับเป็นพวกสะสมความรู้หรือไม่ก็พวกที่คิดไม่เป็น จึงต้องพึ่งมหรสพเป็นที่หาความสนุกของชีวิต วัฒนธรรมก็คือรูปแบบการดูละคร ก็คือการเข้าถึงความรู้ รวมกันก็คือรูปแบบการเข้าถึงความรู้จากการดูละคร ช่วงนี้สำคัญอ่านทวนหลายๆเที่ยวให้เข้าใจ ให้เหมือนกับ ทำไม นโม ต้องท่องสามจบ เพราะมันสำคัญ การเข้าถึงก็คือการแสวงหานั่นเอง การเข้าถึงหรือการแสวงหาความรู้จึงเป็นเรื่องของปัญญา เพราะเมื่อเข้าถึงมันจึงรู้ว่า อะไรเป็นอะไร เพราะอะไร เพื่ออะไร อย่างไร ต่างจากการสะสมความรู้ที่ยิ่งแบกไว้มากๆก็ยิ่งโง่ ที่น่าสังเกตก็คือพวกโง่ที่คิดไม่เป็นชอบตู่เอาไอ้พวกปาหี่ มหรสพที่ตัวเองหลงใหลคลั่งไคล้นั้นเป็นละคร จึงทำให้การสร้างวัฒนธรรมการดูละครเป็นเรื่องยาก แทบจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะมองไปทางไหน ก็เจอแต่มหรสพ เต็มไปหมด แม้แต่ในแหล่งความรู้ที่ต้องอุดมไปด้วยปัญญา แต่กลับเต็มไปด้วยกิจกรรมมหรสพ หรือพูดง่ายๆคือกิจกรรมโง่ๆ ที่คนให้ทำโง่กว่าเพราะไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้ปัญญาทึบกันทั้งคนทำและคนให้ทำ ทุกวันนี้จึงเกิดวัฒนธรรมการสะสมความรู้ขึ้น รูปถ่ายของกิจกรรมโง่ๆเหล่านั้นจึงได้รับการบรรจงจัดไว้ในแฟ้มในไฟล์อย่างสวยงามเพื่ออวดกัน อย่าให้ต้องบอกนะว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้จริงๆก็ขอให้มองไปที่ชั้นวางของในบ้าน ไอ้ถ้วยรางวัล ใบประกาศเกียรติคุณ ประกาศนียบัตร โล่ที่ตั้งตระหง่านอวดศักดาเราทั้งหลายนั่นแหละ ที่เราสะสมไว้บนหิ้ง บนฝานั่นแหละคือรูปธรรมของวัฒนธรรมการสะสมที่เห็นกันได้ง่ายๆ มันน่าขันสิ้นดีที่มีแต่คนชอบอวดอ้างความโง่กันจนแพร่หลายไปทั่วทุกหัวระแหง บ้านใครไม่มีปริญญาของลูกติดข้างฝานับว่าน่าอับอาย ทั้งๆที่ปริญญาที่ได้มานั้นได้มาจากการสะสมความรู้ ก็บอกแล้วไงว่ายิ่งสะสมก็ยิ่งปัญญาทึบ ท่าน กฤษณามูรติพูดไว้นานแล้ว ซึ่งก็จริงอย่างที่ท่านว่า กว่าจะจบวิชาการเกษตรมาได้ต้องสะสมไม่ต่ำกว่าร้อยหน่วยกิต เมื่อจบมาแล้วดันกลับทำนาไม่เป็น ทั้งที่ตระกูลนี้ทำมาหลายชั่วอายุคน หรือ นักระนาดอดออมส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไปเรียนหนังสือ กว่าจะสะสมหน่วยกิตวิชาดนตรีได้สำเร็จก็ล่อไปหลายปี ปริญญาก็บอกโต้งๆว่าจบมาทางด้านดนตรี แต่ทำไมตีระนาดสู้พ่อไม่ได้ เรียกว่าตีออกงานไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องให้ไอ้เปี๊ยกเด็กข้างบ้านที่แอบมาซ้อมระนาดทุกวันโดยไม่ได้เชิญต้องตีออกงานแทน ก็แลกกันไประหว่างความรู้จริงกับปริญญาสมมุติที่ติดข้างฝา ก็เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นทุกวันว่ายิ่งเรียนในระบบที่เป็นไปแบบทุกวันนี้คนเรียนยิ่งโง่ อย่าว่าแต่จบหกเลย เด็กมหาวิทยาลัยสมัยนี้ก็อ่านหนังสือไม่แตกกันทั่วประเทศแล้ว มันเป็นเรื่องน่าหัวร่อสิ้นดี นี่ไม่ต้องพูดถึงปัญหาอื่นๆที่ตามมาจากการสะสมความรู้นะ ไม่ว่าเรื่องเพศ ที่สามารถหาความสุขได้ทันที ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรอเรียนจบ เรื่องยาเสพติดที่พอเสพแล้วขึ้นสวรรค์ได้ทั้งเป็นในบัดดล เรื่องการบริโภควัตถุต่างๆที่ตามมา มันล้วนแต่เป็นเรื่องของการสิ้นคิดหรือคิดไม่เป็นกันทั้งนั้น ไม่ต้องไปโทษว่าปัญหามาจากผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาเลี้ยงดู โทษสิ่งยั่วเย้าต่างๆ ปัดโธ่ เอ้ย..แท้ที่จริงแล้วต้นตอมันอยู่ที่การดูละครหรือที่เรียกให้สวยหรูว่า วัฒนธรรมการดูละครนี่แหละ กล้าพูดเลยว่าที่ไหนมีวัฒนธรรมนี้ ที่นั่นจะเต็มไปด้วยนักคิด คนก็มีความสุขได้ไม่ยาก แค่คิดก็สุขแล้ว ปัญหาต่างๆก็ไม่เป็นปัญหา เรื่องราวที่มีอยู่ในละครนี่ล่ะ คือทำเลฝังสิ่งที่คนดูแสวงหา นั่น..ชี้ชัดเลยว่าละครเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ เพราะสิ่งที่ฝังไว้ก็คือตัวความรู้ เอาล่ะ ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป ว่ามันจริงแท้แค่ไหน อย่ากระพริบตา ก่อนอื่นต้อง ขอฝากคำพูดของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ที่ว่า ให้พวกเราตระหนักถึงหายนะ และให้รณรงค์อย่างแข็งกร้าวให้เกิดวัฒนธรรมการแสวงหาความรู้ ท่านใช้คำว่า “อย่างแข็งกร้าว” ก็แสดงว่าสถานการณ์มันหนักข้อทีเดียว และประโยคสำคัญที่ท่านกฤษณามูรติ นักการศึกษา นักคิด ชาวอินเดียว่าไว้ว่า การแสวงหาความรู้ทำให้เกิดปัญญา ส่วนการสะสมความรู้ทำให้ปัญญาทึบ ขอฝากสองความคิดหลักจากสองปราชญ์นี้ไว้เป็นพื้นฐานให้แน่นก่อนแล้วกัน

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2551